เรามาทำความรู้จักกับ “ความไม่สงบ” กันเถิด


ปุถุชน คนธรรมดาที่ยังไม่ได้ฝึกอบรมจิตหรือผู้ใหม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกอบรม ย่อมจะมีจิตใจที่ไม่สงบเป็นธรรมดา

เราไม่สงบอย่างนี้มาหลายภพหลายชาติแล้วและชาตินี้ก็ไม่สงบมาตลอด แต่เราไม่รู้ตัว เราไม่เคยเห็นความไม่สงบ เราอยู่กับความไม่สงบอย่างนั้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะเราไม่เคยศึกษา ไม่เคยตามดูจิตใจของตัวเอง

พอเราริ่มปฏิบัติเห็นความไม่สงบ เราก็ตกใจ คิดว่าความไม่สงบเป็นของไม่ดีที่เราต้องรีบกำจัดให้หมดไปโดยเร็ว ทีนี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะทำอย่างไร ๆ ความไม่สงบก็ยังมีอยู่อย่างนั้น
ความสงบไม่เกิดขึ้นตามที่เราต้องการสักที
ฉะนั้นเราควรมาศึกษาและทำความรู้จักความไม่สงบกันบ้าง

กิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง คือ มูลเหตุของความไม่สงบ พระพุทธองค์ทรงจัดแบ่งลักษณะของความไม่สงบไว้ เป็น 5 อย่าง รวมเรียกว่า นิวรณธรรม มี 5 ประการ ได้แก่
1. กามฉันทะ คือความรักใคร่พอใจในรูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ
2. พยาบาท คือความไม่พอใจ ความขัดเคือง ขุ่นเค้นทั้งหลาย
3.ถีนะมิทธะ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน ความหดหู่ เซื่องซึม เบื่อหน่าย
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
5. วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยทั้งปวง

ฉะนั้นผู้ปฏิบัติควรทำความเข้าใจว่านิวรณธรรม หรือนิวรณ์ 5 นี้คือความไม่สงบในลักษณะต่าง ๆ กันนั้นเอง
เป็นธรรมที่เราต้องศึกษา ต้องทำความเข้าใจ แม้ว่าจะเป็นธรรมฝ่ายอกุศล
ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความรู้จัก ต้องเห็นหน้าตานิวรณธรรม หรือนิวรณ์ 5 ที่เราเรียกว่ากิเลสตัณหานี้ให้ชัดเจนจนปล่อยวางได้แล้วจิตจึงจะสงบ ผุ้ปฏิบัติใหม่ต้องเข้าใจว่า เราต้องค่อย ๆ สร้างความสงบให้เกิดขึ้น

โดยเริ่มจากการสำรวมอินทรีย์หรือ อินทรียสังวร คือ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดยินดียินร้าย
ให้มีโภชเนมัตตัญญุตา คือรู้จักประมาณในการบริโภค
และชาคริยานุโยค คือไม่เห็นแก่นอน นอนน้อย เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ
ครูบาอาจารย์ท่านมักจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆว่า
ให้ปฏิบัิตด้วยการเป็นผู้ พูดน้อย กินน้อย นอนน้อย
พร้อมกับสร้างกำลัง คือ พละ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ให้สมบูรณ์มากขึ้นๆ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยจนกว่าจิตจะเป็นศีล คือจิตสงบเป็นปกติ

โดยทั่วๆ ไป..ถ้าเราถามว่าเราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
เราก็จะต้องเป้าหมายว่า เราปฏิบัติเพื่อให้ได้ความสงบ
แต่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจว่า ความสงบก็เหมือนธรรมะทั้งปวง จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราเพียงเพราะเราอยากให้เกิด เพราะเราอยากได้ แต่ ความสงบนั้นเป็นผลของความพากเพียรอดทนปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ด้วยความตั้งใจจริงและด้วยความเสียสละ
และเมื่อเหตุปัจจัยพร้อมคือเมื่อศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ก็จะได้ความสงบเบื้องต้น หรือ ความสงบเบื้องต้นจะปรากฏแก่เราเอง
เมื่อเกิดสมาธิแล้ว ความสงบเบื้องกลางก็จะปรากฏแก่เรา
เมื่อปัญญาเกิด ความสงบอย่างยิ่งก็ปรากฏ
เป็นความสงบที่มั่นคงไม่หวั่นไหว
แม้แต่เมื่อกระทบอารมณ์ก็สงบอยู่อย่างนั้น
ให้สังเกตว่า ความสงบนั้นมีหลายระดับหลายลักษณะแต่เราเรียกรวม ๆ ว่า ความสงบทั้งนั้น
จึงอาจทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ผู้ปฏิบัติไม่ควรกังวลใจว่า
“เอ นี่เราได้ความสงบขั้นไหน” เพราะถามเท่าไรก็ไม่รู้
เรามีหน้าที่ปฏิบัติอย่างเดียว เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ผลจะปรากฏเอง แล้วเราก็จะรู้เอง

Advertisements

5 responses to this post.

  1. มีไหม! บางทีบางคนพบความสงบเข้า กลับมีทุกข์เพราะอยากสนุกสนาน

    Reply

  2. มีสิ และมีมากด้วย เพราะทนแรงดึงดูดของฝ่ายกิเลส ไม่ไหว..

    จะทำดีก็ต้องออกแรงดึงกันหน่อยค่ะ ^_^

    Reply

  3. ตราบใดยังมีขันธ์ สงบย่อมเกิด ไม่สงบย่อมเกิด
    ดีเลว เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึด
    ความสงบ นำสู่ การพิจารณา ด้วยจิต (มิใช่สมอง หรือ ตรรกะ)
    พิจารณาอันใด
    พิจารณาว่าใครคือคนไม่สงบ ใครเป็นคนคนที่รู้ว่าใครไม่สงบ ใครคนนั้นคืออะไร

    Reply

  4. ตราบใดยังมีขันธ์ สงบย่อมเกิด ไม่สงบย่อมเกิด
    ดีเลว เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึด
    ความสงบ นำสู่ การพิจารณา ด้วยจิต (มิใช่สมอง หรือ ตรรกะ)
    พิจารณาอันใด
    พิจารณาว่าใครคือคนไม่สงบ ใครเป็นคนที่รู้ว่าใครไม่สงบ ใครคนนั้นคืออะไร

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: