มหาธรรม เรื่อง การบำเพ็ญปัญญาบารมี กับการปฏิบัติธรรมต่างกันไฉน


การเข้าใจธรรม คือ บำเพ็ญปัญญาบารมี แต่การเอาตัวเองพ้นทุกข์ คือ การปฏิบัติธรรม
ในคนที่เข้าใจธรรม แต่ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้ตนเองพ้นทุกข์ เรียกได้ว่าบำเพ็ญปัญญาบารมี แต่คนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมมาก เน้นว่าตนมีทุกข์อะไรปลดทุกข์ตรงนั้น คือ การปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรม กับการบำเพ็ญบารมีไม่เหมือนกันแต่ก็ควบคู่กันไปได้ สำหรับผู้ที่ศึกษาธรรมทางสื่อต่างๆ อยู่นี้ เรียกว่า “บำเพ็ญปัญญาบารมี” ได้บารมี แต่ยังไม่เรียกว่าได้พ้นทุกข์ จนกว่าจะเอาหลักการที่ตนศึกษา ไปเอาชนะความทุกข์ของตนเองที่มีอยู่ เอาชนะตัวเองจนพ้นจากวังวนที่ตนเคยยึดมั่น จนพ้นทุกข์ได้ อันนี้ จึงเรียกว่าการปฏิบัติธรรมจริง ในคนที่บำเพ็ญปัญญาบารมีมากบางคน ไม่สนใจเรื่องทุกข์ของตนเองนัก บ้างหลบหนีความจริง ไม่พร้อมยอมรับความจริงที่ตนต้องเผชิญหน้าอยู่ มาเอาดีทางอ่านธรรมะ เอาไปสอนคนอื่น ทั้งๆ ที่ตนเองก็ยังไม่พ้นทุกข์ อันนี้เรียกปฏิบัติน้อย คือ อ่อนด้อยด้านการปฏิบัติ แต่บำเพ็ญบารมีมากหน่อย เน้นไปทางปัญญาบารมี ถ้าไม่สมดุลกัน ก็ไม่เกิดผล เช่น ตนยังไม่พ้นทุกข์ หนีความจริงที่ตนต้องเผชิญ อ่านมาก ฟังมาก แล้วมัวแต่ไม่สอนคนอื่น แต่ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ อันนี้ เรียกว่าไม่สมดุล คือ ทำเกินความสามารถของตน

ลักษณะของการบำเพ็ญปัญญาบารมี (เน้นการรู้เรื่องนอกตัวเอง)

๑) อ่านมาก ฟังมาก แต่ไม่ได้เอาไปใช้เพื่อปลดทุกข์ของตนเองให้สิ้นไป

๒) สนทนาธรรมเนืองนิตย์ แต่พอเข้าเรื่องทุกข์ของตัวเอง ก็หลบ ปิดซ่อน

๓) ฝึกแก้ไขปัญหาของผู้อื่นมาก แต่พอปัญหาของตัวเอง ก็หลบซ่อนไว้

๔) เอาเรื่องของตนหลบซ่อนไว้ เอาเรื่องของคนอื่นมาทำ เพื่อฝึกปัญญา

ลักษณะของการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง (เน้นการรู้เอาตัวเองให้พ้นทุกข์)

๑) ละเว้นเรื่องของคนอื่น มาทำเรื่องของตนให้หลุดพ้นก่อน

๒) เผชิญหน้ากับตัวเอง ปัญหาและทุกข์ของตัวเอง ไม่หลบ

๓) เอาเรื่องของตัวเอง ยกมาเป็นหลักในการเอาชนะให้ได้

๔) เอาเรื่องของคนอื่นทั้งดีและชั่วพักไว้ก่อน ไม่ต้องไปสนใจ

๕) เรื่องดี เรื่องสุขของตนเอง พักไว้ก่อน เอาเรื่องทุกข์มาแก้

การปฏิบัติธรรมให้ตรงนิพพาน

๑) เอาเรื่องทุกข์ของตนเองมาตั้งหลักพิจารณา อย่าสนเรื่องสุข อย่าสนเรื่องคนอื่น

๒) พิจารณาทุกข์ให้ถึงสาเหตุ สาวเหตุให้ลึกไปเรื่อยๆ ว่ามาจากอะไรแท้จริงกันแน่

๓) ถ้าพิจารณาแล้ว ออกนอกตัว โยงไปว่าคนอื่นเป็นเหตุ แสดงว่าออกนอกทางแล้ว

๔) ถ้าพิจารณาแล้ว ออกนอกทุกข์ ไปวนเพลินในเรื่องสุข แสดงว่าออกนอกทางแล้ว

๕) ถ้าพิจารณาทุกข์ไม่ออกนอกตัว ไม่ปัดเหตุไปนอกตัว แล้วจิตตก คือ อินทรีย์อ่อน

๖) ให้ตั้งจิตเข้าสมาธิเกิดฌาน, ความสงบสุขเป็นฐานรองกรรมก่อน คือ กรรมฐาน

๗) เมื่อมีฐานพิจารณากรรมแล้ว จิตจะผ่องใส จะพิจารณาต่อได้ จิตไม่ตก ไม่ทุกข์

๘) จิตเป็นกลางจากทุกข์ที่พิจารณา ทุกข์ดับไปสุขดับไป จิตตรง พร้อมเกิดปัญญา

๙) ไม่ต้องทำอะไร แค่ระลึกเหตุ (สมุทัย) แล้วพิจารณาจนเห็นความดับของเหตุไป

๑๐) เหตุดับแล้ว ไม่มีอะไร ว่างเฉย นิ่งตรงกลาง จุดนี้ ปัญญาพร้อมเกิด แต่ความว่างก็ยังไม่ใช่ปัญญา เป็นภาวะที่พร้อมให้ปัญญาเกิดเท่านั้น ปัญญาเกิดแล้วจะรู้เอง

การบำเพ็ญปัญญาบารมีและการปฏิบัติธรรมนี้ ควรควบคู่กันให้พอดี, พอควร คือ พอดี, สมดุล ถ้าบำเพ็ญบารมีมากไป ก็ละเรื่องของตัวเองมาก ถ้าปฏิบัติธรรมมาก ก็ละเรื่องของผู้อื่นมาก เข้าวิธีปัจเจกชนได้ นี่ก็ไม่ผิด แต่ถ้าปรับให้สมดุลจะไม่เกิดปัญหานั่นเอง

2 responses to this post.

  1. ไม่เคยปฏิบัติธรรมค่ะ แต่เวลาทุกข์ใจอะไรขึ้นมาจะมองคนที่เขาทุกข์กว่าเรารู้สึกว่ามันทำให้เราดีขึ้นค่ะ

    Reply

    • ดีแล้วนะค่ะ… อย่างนี้เรียกว่าผู้มีปัญญา การพิจารณาแบบนี้เรียกว่า
      โยนิโสมนสิการ แบบหนึ่งค่ะ

      Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: