ทำอย่างไรจะทำให้ใจเป็นหนึ่ง


การที่เราเข้ามาศึกษาศีลธรรมชื่อว่าให้ตัวเองฉลาด ให้ตัวเองได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ดีกว่าที่เราไม่เคยศึกษาเลย อย่างน้อยเราก็ฉลาดในเรื่องของศาสนา  ฉลาดในการให้ทาน รักษาศีล ฉลาดในการภาวนาที่มีอุบายออกจากความวุ่นวายใจ  อยู่บ้านครองเรือนเราวุ่นวายใจเหลือเกิน มีแต่ปัญหาร้อยแปดพันประการที่จะต้องเก็บเอามาคิดนึก ไม่มีเวลาว่าง ทำอย่างไร จะให้ใจสบายได้ ทำอย่างไรจะให้ใจเป็นสุขได้ เราก็ต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะเพื่อปล่อยละวางจิที่เป็นกังวลให้สู่ความเป็นหนึ่ง

เราต้องหัดทำใจให้สงบ รู้เนื้อรู้ตัว รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ภาวนา พุท ลมเข้า โธ ลมออก เพียงเท่านี้เราก็มีหลักเกาะในชีวิต ความทุกข์ยากลำบากใจต่างๆก็คลี่คลายหายไป ที่เคยเสียใจเคยวิตกกังวลก็เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาในการตัดออกไปได้ คนใจร้อนก็กลายเป็นคนใจเย็นเท่านี้เราก็รู้ว่าการแก้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ด้วยการแก้ใจ

   เมื่อก่อนแก้ไม่ได้ โกรธก็ต้องแสดงออก เกลียดอะไรหรือมีความทุกข์ทางใจก็ปิดไว้ไม่อยู่ต้องแสดงออกมา เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเดือดร้อนทั้งกายและใจ ขณะเดียวกันทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างเดือดทั้งกายและใจเช่นเดียวกัน เพราะเราไม่สามารถสงบระงับจิตใจของเราให้เย็นลงได้ เพราะเราขาดหลักปัญญา ขาดหลักสติ ขาดหลักสมาธิเข้าไปยึดรั้งเหนี่ยวใจของเราให้สงบ แต่พอเรามาปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ความโกรธที่เคยมีมาก มันก็ดับไป ด้วยการประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ ครั้งเข้า

เหมือนอย่างที่เราโกรธ เราก็ พุทโธ มากขึ้น ใจไม่สบายก็ พุทโธ มากขึ้น พุทโธ ต้องมานั่งอย่างเดียว จะทำอะไรก็ให้รู้ตัวว่า เราจะทำอะไร จะกินจะเดินจะนั่ง่จะนอนเราก็ศึกษาใจของเราอยู่เรื่อยดีชั่วมันรู้ที่ใจของเรา เมื่อเข้าใจตัวเองก็ปล่อยวางสิ่งที่เป็นทุกข์ใจได้ จึงว่ามาวัดแล้วได้กำไร

ความสุขที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้ แต่ต้องลงทุนด้วยการประพฤติปฏิบัติจึงจะมีค่ามาก ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าทำให้บุคคลมีความเจริญทางใจ รวยทางใจ สวยทางใจ มีเสน่ห์ทางใจ มีความสุขทางใจ

เพราะอะไร?

เพราะใจเราดี ใจเราเป็นเทวดา ใจงาม งามด้วยศีล งามด้วยธรรมเพราะไม่โกรธ

การทำความไม่โกรธให้เกิดขึ้นกับใจได้นั้นเป็นผู้วิเศษ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องผู้ทำใจได้นั้นว่ามีปัญญา เพราะใจของเรามันละเอียดอ่อนยากที่จะควบคุมได้ ใจคนเรานี่เปรียบเหมือนลิง มันคิดอยู่ตลอดวัน เดี๋ยวคิดเรื่องนั้นเดี๋ยวคิดเรื่องนี้มันอยู่ไม่สุข ต้องอาศัยหลักปฏิบัติจึงจะทำให้ใจเราเย็นลงได้ เป็นลิงที่ผูกอยู่ได้ ไม่ซนต่อไป

Advertisements

6 responses to this post.

  1. Posted by Who am i on September 26, 2008 at 11:42 pm

    ขอบคุณค่ะที่ให้ความรู้เรื่องธรรมะ เตือนสติ…วัยสะรุ่น(ไหน)
     

    Reply

  2. Posted by oray on September 27, 2008 at 11:42 am

    มีสติ มีสุข มีทางออก … สาธุ

    Reply

  3. Posted by tean on September 28, 2008 at 12:40 am

    เอาเรื่องดีดีมาให้อ่านกันอีกแล้ว  ขอบคุณค่ะ
     

    Reply

  4. Posted by naidee on September 28, 2008 at 8:26 pm

    ใจคนเรานี่เปรียบเหมือนลิงซน..เค้าก็จับลิงไปเล่นละครได้..เก็บมะพร้าวได้..ใจคนหละก็คงฝึกได้..แต่ฝึกแล้วจะพ้นทุกข์หรือไม่หนอ 🙂 ขอบคุณคร๊าบ

    Reply

  5. Posted by kruo on September 29, 2008 at 10:54 pm

    ทำให้ใจเป็นหนึ่ง เป็นโจทย์ตอบง่ายปฏิบัติยาก ต้องใช้เวลาอาจเป็นปี หรือชั่วชีวิต
    อืม..เปรียบใจเหมือนลิงก็ดีนะ เผื่อเราจะได้ศึกษาอาหารลิงกับอาหารใจมันเหมือน
    และต่างกันตรงไหน(จะได้ทำให้ใจเป็นหนึ่ง..หุหุ) ^^^

    Reply

  6. Posted by Sasina on September 30, 2008 at 9:18 am

    หลวงพ่อท่านบอกว่า.. มันยากตรงผู้ไม่ปฏิบัติ.. ผู้ปฏิบัติแล้วไม่ยากค๊า..
     
    เราเคยเห็นลิงเอามือล้วงเข้าไปในลูกมะพร้าวนะ แล้วมันเอามือออกไม่ได้ เราก็ได้แต่ยืนมองด้วยความสงสารไม่รู้จะช่วยมันยังไง มันก็วิ่งไปกระโดดไป พยายามสะบัดลูกมะพร้าวให้หลุดออกจากมือ…  เราลุ้นเอาใจช่วยมันนะ "ออกสิ ๆ ๆ "  และในที่สุดมันกะสะบัดหลุด พอหลุดมันก็วิ่งหนีขึ้นไปเลย..
     
    ^_^ เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เราวาดภาพออก เวลาที่เขาพูดถึง ลิงกำถั่ว ลิงจะไม่ปล่อยถั่ว….
    นั่นแระ ถ้าเราไม่ปล่อยอะไรสะบ้าง เราก็จะไม่รู้จักอิสระเลย

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: