น้ำบุญ


Image

บันไดทางขึ้นศาลาฉันท์ – พระอาจารย์จันทร์เรียน  คุณวโร วัดถ้ำสหาย จ. อุดรธานี  ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

(ลุงเสื้อชมพู แกมานั่งคลายร้อน ไม่ใช่ภาพถ่ายติดวิญญาณนะ)  ^_^

คณะเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯคืนวันเสาร์ที่ 12 เม.ย. 2555 ถึงวัดถ้ำสหาย ตอนเช้าวันที่ 13 เม.ย. 2555 ก็พอดีได้สรงน้ำท่าน  ถวายไทยทานเสร็จ รับลูกอมที่โปรยมา ท่านไม่ได้โปรยเองแต่ให้ลูกศิษย์แทน ดูเหมือนท่านจะอาพาธเล็กน้อย ดูท่านเหนื่อย ๆ คะ ท่านไม่ได้กล่าวธรรมอะไร แต่สามารถหาธรรมที่ท่านแสดงไว้ในเวปอื่นนะจ้ะ

ออกจากวัดถ้ำสหาย มุ่งหน้าไปวัดป่าภูผาแดง – หลวงปู่ลี กุสลธโร (น่าเสียดายไม่ได้เจอท่าน เพราะท่านเข้าพักแล้ว)

กลับออกมาเลยไปแวะวัดป่าบ้านตาด – หลวงตามหาบัว ที่ห้องนิพพานนี้คะ Image

แวะทานข้าวเที่ยง ร้านก๋วยเตี๋ยวมือเทวดา ชามใหญ่จริงๆ แต่เส้นอยู่ก้นชามอะ (ไม่ได้ทานรูป เพราะหิวมาก..)

ออกจากร้านได้ก็มุ่งไปต่อที่วัดป่านาคำน้อย – หลวงปู่อินทร์ถวาย สันตุสสโก เข้าไปกราบและถวายไทยทาน  เสร็จก็ไปต่อที่วัดป่าภูก้อน สักการะพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ทำด้วยหินอ่อนงดงามมาก (ไม่ได้เอารูปมาลงนะคะ กลัวจะเฟือ)  ไปต่อคะ ถึงวัดป่านาคูณ – หลวงปู่บุญมี แต่พอถึงที่นี้ก็เย็นมากแล้ว เลยไม่ได้เข้าพบ ก็ตั้งใจไว้ถวายอาหารเช้าในวันกลับ

กลับจากวัดป่านาคูณ ก็แวะตลาด ซื้อกับข้าวมาทำกิน เสร็จอาบน้ำนอนดูทีวีลูกผู้ชายไม้ตะพด ^-^

จบเหตุการณ์ในวันที่ 13 เม.ย. 2555 คะ

*****

เช้าวันที่ 14 เม.ย. ตื่นตี 2 ครึ่ง ถึงตลาดปากคาดตี 4 กว่า แวะซื้ออาหารเช้าใส่บาตร

ไปที่วัดป่าดานวิเวก – หลวงปู่ทุย -ถวายไทยทาน  ฟังธรรมหลวงปู่เสร็จ ก็เดินทางต่อ

ไปวัดภูกระแต (สามัคคีอุปถัมภ์) – หลวงปู่ทองพูล -ถวายไทยทาน กราบลา มุ่งหน้า

ไปวัดสถิตย์ธรรมวนาราม – หลวงปู่อุดม ญาณรโต  จ.บึงกาฬ

มุ่งหน้าไปค้างที่ จังหวัดเลย ทานอาหารค่ำที่นี่ แยกกันเข้าพัก พบกันใหม่พรุ่งนี้

*****

เช้าวันที่ 15 เม.ย. ออกจากโรงแรม 6 โมงกว่า แวะตลาดซื้ออาหารเช้าใส่บาตร

ไปวัดถ้ำผาปู่นิมิตร – หลวงปู่คำดี ปภาโส (มรณภาพ) มาถึงนี่ก่อนเวลา เลยแวะเข้าไปดูในถ้ำ ช่วงเทศกาลทำให้ภายในถ้ำแฉะไปหมด เห็นพวกมือบอนเขียนชื่อที่ผนังถ้ำ ช่างหน้าระอาจริง ๆ T_T  ได้เวลาใส่บาตร ก็จะมีชาวบ้านละแวกนั้นมาใส่กัน ดูอบอุ่นขึ้นเยอะ

ไปวัดป่าม่วงไข่ – หลวงปู่ขันตี ญาณวโร  บนภู สวยมาก สวย-สงบ จนลืมโลกข้างล่าง และอยากให้โลกใบนี้เป็นแบบนี้ แต่ก็เป็นไม่ได้ กลับลงมาก็ต้องยอมรับสภาพความเป็นไป.. หลวงปู่เมตตามาก มองท่านไม่เบื่อเลย.. O_O

ไปวัดป่าเวฬุวนาราม – หลวงปู่สมศรี อัตตสิริ  เข้ามาเงียบสนิท (หลวงปู่ไม่ชอบรับกิจนิมนต์ที่ไหน ) ถวายไทยทาน รับพร กราบลา

ไปวัดโพธิสมภรณ์  – หลวงปู่จันทร์ศรี (หลวงปู่มี ออร่าทะลุกระจกจริงๆ ) กราบแล้วแวะไปดูมหาเจดีย์ธาตุ สวยสดงดงามมาก

แวะโลตัส เพื่อซื้อของเตรียมใส่บาตรพรุ่งนี้

จบเหตุการณ์วันที่ 15 เม.ย.

*****

เช้าวันที่ 16 เม.ย. 2555  ไปตลาด ซื้ออาหารถวาย หลวงปู่บุญมี วัดป่านาคูณ ถวายไทยทาน แล้วเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ

ขออนุโมทนาบุญทุก ๆ ที่   – ทำบุญได้บุญ เป็นสิ่งแท้แน่นอน

สาธุ ๆ ๆ

 

 

คำสอนหลวงพ่อชา สุภัทโท


Y11271465-11

ทานของบุคคล 4 กลุ่ม


ทานของบุคคล 4 กลุ่ม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสจำแนกความแตกต่างกันของบุคคล 4 กลุ่ม ที่มีพฤติกรรมในการทำทานแตกต่างกันไว้ดังนี้

1. ผู้ทำทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชวนใครทำทานเลย จะร่ำรวยแต่ขาด บริวาร ทำสิ่งใดย่อมสำเร็จโดยยาก

2. ผู้ที่ชวนคนอื่นทำทาน แต่ตัวเองไม่ทำ จะยากจนแต่มีบริวาร พรรคพวก ญาติมิตรมากมาย

3. ผู้ที่ไม่ทำทานและไม่ชวนคนอื่น จะจนทั้งทรัพย์และบริวาร

4. ผู้ที่ทำทานด้วยตนเองและชวนผู้อื่นทำทานด้วย (เพราะอยากให้ผู้อื่นได้บุญ) จะรวยทั้งทรัพย์และบริวาร มีคนคอยสนับสนุนตลอดเวลา จะทำสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย

คำว่า ทาน นี้โดยทั่วไปมักเข้าใจสับสนกับคำว่า บุญ เนื่องจากเรามักจะเรียกการถวายของแด่พระภิกษุว่า ทำบุญแต่เมื่อให้ของแก่คนยากจนหรือคนที่ด้อยก่าตน มักจะเรียกว่า ทำทาน

 

เทศกาลกินเจ


เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว

 


จุดประสงค์ของการกินเจ

1. กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล

2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเร

3.กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ

อาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยไม่มีเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ทุกประเภทและไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย และใบยาสูบ

หลักธรรมในการกินเจ

ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามรถมีชีวิตอยู่ได้ การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเองและดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ

- ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน

- ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน

- ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน

การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายของตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย

ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยที่ดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

 

 

การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วยสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฏิบัติดังนี้

1. รับประทาน “อาหารเจ”

2. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก

3.รักษาศีลห้า

4.รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์

5.ทำบุญทำทาน

สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฏิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมแยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวงตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด

สำหรับปีนี้ เทศกาลกินเจ จะตรงกับวันที่  26  กันยายน  ถึง  6  ตุลาคม  2554  ผู้ถือศีลกินเจ จะมีการชำระกระเพาะให้สะอาดก่อน  โดยการกินเจในมื้อเย็นก่อนวันจริง  1  มื้อ และ  มื้อเช้าหลังวันที่เก้าขึ้น  9  ค่ำอีก  1  มื้อเป็นการลา  ซึ่งจะเป็นวันส่งเจ้า  ในช่วง  9  วันนี้  ทุกวันคี่ จะถือเป็นวันเจใหญ่ สำหรับใครที่อยากกินเจให้อิ่มบุญอิ่มใจ ก็เตรียวตัวให้พร้อมแล้วไปรับบุญกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com

สิ่งที่ก่อให้เกิดความประมาท


 สิ่งที่ก่อให้เกิดความประมาท

1) ความเป็นหนุ่มสาว ทำให้บุคคลเพลิดเพลินในความสนุกสนานในภาวะของหนุ่มสาว ทำให้ทำ พูด คิด ในสิ่งต่างๆ ตามประสาอารมณ์ของวัยรุ่น ไม่คำนึงถึงความถูกต้องดีงาม บางรายต้องสูญเสียอนาคต ชีวิต ไป เพราะความประมาท พระพุทธศาสนาจึงสอนให้ไม่ประมาทในวัย (โยพนมัตตัง)

2) ความไม่มีโรค ทำให้บุคคลลุ่มหลงในชีวิต ลืมนึกถึงโรคภัยไข้เจ็บที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อโรคภัยเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจทำความดีได้ เมื่อตอนแข็งแรงอยู่ไม่ได้ทำไว้ จึงตกอยู่ในภาวะของคนประมาท (อโรคยมัตตัง)
3) ความมีทรัพย์ ทำให้คนหลงเพลิดเพลินในทรัพย์ โดยไม่ใส่ใจในการทำความดี หลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุนิยม คิดว่ามีเงินแล้วจะทำดีเมื่อใดก็ได้ เมื่อเพลิดเพลินไปมาก จิตใจก็ถอยห่างจากความดีไปเรื่อยๆ สุดท้าย เมื่อก่อนจะเสียชีวิตนึกเสียดายที่ได้ทำความดีไว้น้อย

 4) เวลา การที่ประมาทในเวลา โดยคิดว่า มีเวลาทำดีอยู่มาก หรือบางคนบอกว่า รอให้แก่ก่อน แล้วจึงค่อยทำบุญกุศล ถ้าเกิดเป็นอะไรไปเสียก่อน หรือเมื่อแก่แล้วก็ทำดีไม่ได้สะดวก เพราะไม่ได้สั่งสมพฤติกรรมการทำดีมา (พฤติกรรมเคยชิน) จึงทำดีได้ไม่เท่าที่ควร

ธรรมะที่สร้างความไม่ประมาท

ธรรมะที่เป็นเครี่องมือสร้างความไม่ประมาท ได้แก่

1. สติ ความระลึกได้ก่อนที่จะทำ จะพูด จะคิด ในสิ่งต่างๆ และ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ในขณะที่ทำ พูด คิดอยู่ โดยไม่เผลอใจ หรือขาดสติ

2. ปธาน คือความเพียร อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิต ได้แก่

1) สังวรปธาน ความเพียรในการระวังมิให้ความชั่วเกิดกับตน หรือป้องมิให้ตนเองกระทำในสิ่งที่ไม่ดี

2) ปหานปธาน ความเพียรในการละทิ้งความไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นกับตนให้หมดไป

3) ภาวนาปธาน ความเพียรในการสร้างสรรค์ความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นกับตน หรือเพียรในการสิ่งดีๆ ที่ยังไม่ได้สร้าง

4) อนุรักขนาปธาน เพียรในการรักษาความดี ที่เราได้ทำไว้แล้วมิให้หายไป คือรักษาสิ่งดีๆ ที่ทำไว้แล้วให้คงอยู่เหมือนเดิม

3. หิริ โอตตัปปะ หิริ คือความละอายใจในการจะทำความชั่ว และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของความชั่ว เมื่อบุคคลมีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาป แล้ว ก็จะทำให้ผู้นั้นดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาทเผลอตัวทำความชั่วได้


วิธีการสร้างความไม่ประมาท

1. มีสติระลึก ก่อนจะทำ พูด คิด ในทุกสิ่ง หากสิ่งทำไปแล้วเป็นทุกข์ เป็นโทษ เดือดร้อน ก็ไม่ทำ สิ่งใดที่ทำแล้ว ก่อประโยชน์ ก่อสุข ก็พึงทำในสิ่งนั้น

2. ตระหนักในผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง และผู้อื่นรอบข้าง

3. ระลึกอยู่ในคุณงามความดีเสมอ เอาคุณธรรมความดีมาผูกไว้ที่ใจ เหมือนคนโบราณเอาพระมาแขวนไว้ที่คอ เพื่อให้เตือนสติตนเองให้ทำความดีทุกลมหายใจ หรือทุกวินาที

ใช้ธรรมะ ทำใจให้สบาย ผ่อนคลายความเครียด


ลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยง  อารมณ์ที่ทำลายสุขภาพ / อารมณ์ที่เป็นพิษ ได้แก่ ความเครียด ความเร่งรีบ / เร่งรัด / เร่งร้อน ความวิตกกังวล ความไม่โปร่ง ไม่โล่ง ไม่สบายใจ ความไม่พอใจ ความมุ่งร้าย อาฆาต พยาบาท ความโลภ โกรธ  หลง ยึดเกิน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นต้น

รู้เพียรรู้พักให้พอดี

ขอขอบคุณแหล่งที่มา: เทคนิค การดูแลสุขภาพ (หมอเขียว)

ว่าด้วยความเสื่อม ๑๒ อย่าง (ปราภวสูตรที่ ๖)


คำว่า ปราภวะ   หมายถึง ความเสื่อม  

มาจากคำภาษาบาลีว่า ปรา (ซึ่งเป็นบทหน้า  หมายถึง

กลับความ)  +  ภวะ  (ความเจริญ)

เมื่อรวมกันแล้ว     สำเร็จรูปเป็น  ปราภวะ  หมายถึง ความเสื่อม   คือ 

ว่าโดยรูปศัพท์    เมื่อปรา    อยู่หน้าคำใด

จะทำให้คำนั้น  มีความหมายตรงกันข้าม
 จาก ความเจริญก็เป็นความเสื่อม  เพราะปรา

เป็นคำที่กลับความ   เหมือนกับคำว่า
 ปราชัย  มาจากคำว่า ปรา
 (กลับความ)   +   ชย หรือ  ชัย (ชนะ)
เมื่อรวมกันแล้ว   เป็น ปราชัย   แปลว่า   แพ้

ทางแห่งความเสื่อมที่ปรากฏในพระสูตรนี้ มีทั้งหมด  ๑๒ ประการ สรุปได้ ดังนี้คือ

   ๑.   เกลียดธรรม

   ๒.   รักสัตบุรุษ  ชอบใจคำสอนของสัตบุรุษ

    ๓.   มักหลับ   ชอบคุย    เกียจคร้าน  โกรธง่าย

    ๔.   ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา

    ๕.   หลอกลวงผู้อื่นด้วยการพูดเท็จ

    ๖.    ตระหนี่     บริโภคของอร่อยแต่เพียงผู้เดียว

    ๗.   หยิ่งเพราะชาติ    ทรัพย์  โคตร  

    ๘.   เป็นนักเลงหญิง   นักเลงสุรา  เล่นการพนันเผาผลาญทรัพย์

    ๙.    คบชู้ภรรยาของผู้อื่น 

    ๑๐.  ชายแก่      มีภรรยาสาว   เกิดความหึงหวง

    ๑๑.  แต่งตั้งคนใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายให้เป็นใหญ่

     ๑๒.   มักใหญ่ใฝ่สูง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: